← Back
พลังของคำว่า 'ยังไง' แค่เปลี่ยนแนวคิดเล็กๆ ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนมหาศาล

พลังของคำว่า 'ยังไง' แค่เปลี่ยนแนวคิดเล็กๆ ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนมหาศาล

ในโลกของการทำงานและการใช้ชีวิต เรามักจะพบว่าสิ่งที่กั้นกลางระหว่าง “จุดที่เราอยู่” กับ “เป้าหมายที่อยากไปให้ถึง” บางครั้งไม่ใช่กำแพงหนาที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่มันคือวิถีทางความคิด (Mindset) ที่ถูกสะท้อนออกมาผ่านคำสั้นๆ เพียงคำเดียว… นั่นคือคำว่า “แต่” การเปลี่ยนคำว่า “แต่” ให้เป็น “ยังไง” อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยทางภาษา แต่ในทางจิตวิทยาและการบริหารจัดการ นี่คือการขยับ “หางเสือเรือ” เพียงไม่กี่องศาที่จะพาคุณไปสู่จุดหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าในอาชีพ หรือความสุขในความสัมพันธ์ส่วนตัว

1. ถอดรหัสคำว่า “แต่”: กำแพงล่องหนในทุกมิติของชีวิต

ลองสังเกตดูนะครับ เมื่อมีความท้าทายใหม่ๆ หรือไอเดียที่อยู่นอกพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) สิ่งแรกที่มักจะพุ่งออกมาจากสมองคือคำว่า “แต่…”

  • ในการทำงาน
    • “อยากจะเริ่มโปรเจกต์นวัตกรรมใหม่นะ แต่ ขั้นตอนการขออนุมัติภายในองค์กรค่อนข้างซับซ้อนและใช้เวลานาน…”
    • “อยากจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยลดภาระงานนะ แต่ กังวลว่าความเคยชินกับระบบเดิมอาจทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ท้าทายเกินไป…”
    • “อยากจะอัปเกรดทักษะเฉพาะทางเพิ่มนะ แต่ ภารกิจประจำวันในตอนนี้ก็รัดตัวจนแทบจะหาเวลาว่างไม่ได้เลย…”
  • ในการใช้ชีวิต
    • “อยากจะเริ่มดูแลสุขภาพและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะ แต่ภาระหน้าที่ในครอบครัวและการเดินทางในแต่ละวันดูเหมือนจะกินเวลาไปจนหมด…”
    • “อยากจะเริ่มออมเงินหรือลงทุนเพื่ออนาคตนะ แต่รายจ่ายฉุกเฉินที่มักจะโผล่มาในแต่ละเดือนทำให้การวางแผนการเงินดูเป็นเรื่องยาก…”

ในทางจิตวิทยา คำว่า “แต่” คือการสร้าง “กำแพงทางความคิด” เมื่อเราเริ่มประโยคด้วยคำนี้ สมองส่วน Amygdala ซึ่งควบคุมเรื่องความกลัวจะสั่งการให้เข้าสู่โหมด “ป้องกันตัว” (Defensive) ทันที เราจะหยุดมองหาความเป็นไปได้ และเริ่มขุดหา “ข้ออ้างที่ฟังดูดี” มาสนับสนุนว่าทำไมเราถึงทำสิ่งนั้นไม่ได้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Barrier-Based Thinking” หรือการมองหาทางตันก่อนเสมอ

2. ข้อมูลอ้างอิง: วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง “ความคิดที่ก้าวหน้า”

แนวคิดการเปลี่ยนวิธีพูดเพื่อเปลี่ยนวิธีคิด มีหลักฐานทางวิจัยรับรอง

  • Growth Mindset (Carol Dweck): คนที่มี Growth Mindset จะมองว่าอุปสรรคคือ “ข้อมูลชุดใหม่” ที่ต้องจัดการ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเราทำไม่ได้
  • Project Aristotle (Google): ทีมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือทีมที่มี Psychological Safety (ความปลอดภัยทางจิตวิทยา) ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนตั้งคำถามโดยไม่ต้องกลัวคำว่า “แต่” จากคนรอบข้าง
  • Cognitive Reframing (การปรับกรอบความคิด): คือเทคนิคทางจิตวิทยาที่ใช้ปรับเปลี่ยนการรับรู้ต่อสถานการณ์หนึ่งๆ เพื่อหาทางเลือกใหม่ในการตอบสนอง

3. กรณีศึกษา: เมื่อ “การทำงาน” ปะทะ “การใช้ชีวิต”

ลองมาเปรียบเทียบผลลัพธ์ของการใช้คำว่า “แต่” กับคำว่า “ยังไง” ในสถานการณ์ที่หลากหลายขึ้นครับ

มิติการทำงาน: เมื่อต้องเผชิญกับข้อจำกัดประจำวัน

  • สถานการณ์ที่ 1: การจัดการเวลาและสิ่งรบกวน

    • แบบเดิม —> “อยากจะจัดการงานค้างให้หมดนะ แต่แชทกลุ่มเด้งตลอดเวลา ทำงานไม่ต่อเนื่องเลย”

    • ผลลัพธ์ —> ยอมจำนนต่อสถานการณ์ ทำงานไปบ่นไป และงานก็ไม่เสร็จตามกำหนด

    • แบบ ‘ยังไง’ —> “เราจะจัดการเวลาตอบแชท ‘ยังไง’ เพื่อให้มีเวลาโฟกัสงานหลักได้ครั้งละ 1 ชั่วโมง? หรือจะสื่อสารกับทีม ‘ยังไง’ ให้เขารู้ว่าช่วงนี้เราของดใช้เสียงเพื่อเคลียร์งาน?”

    • ผลลัพธ์ —> เกิดวิธีการทำงานใหม่ เช่น การตั้งเวลา Deep Work (การทำงานแบบจดจ่อ) หรือการสื่อสารความต้องการที่ชัดเจนกับทีม

  • สถานการณ์ที่ 2: การเรียนรู้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่

    • แบบเดิม —> “อยากใช้ AI มาช่วยเขียนคอนเทนต์นะ แต่มันใช้งานยากและเราไม่มีเวลามานั่งงมเรียนรู้หรอก”

    • ผลลัพธ์ —> ยังคงใช้วิธีเดิมๆ ที่กินเวลามาก และพลาดโอกาสที่จะได้ลองเครื่องมือที่ช่วยให้งานง่ายขึ้น

    • แบบ ‘ยังไง’ —> “เราจะแบ่งเวลาวันละ 15 นาทีมาศึกษาเรื่องนี้ได้ ‘ยังไง’? หรือเราจะหาคอร์สสั้นๆ ที่สรุปมาให้แล้วได้จากที่ไหน ‘ยังไง’?”

    • ผลลัพธ์ —> เกิดการเรียนรู้ทีละน้อย จนเริ่มนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพงานได้จริง

  • สถานการณ์ที่ 3: การรับมือกับปริมาณงานที่ล้นมือ

    • แบบเดิม —> “อยากเสนอไอเดียปรับปรุงยอดขายนะ แต่แค่งานรูทีนตอนนี้ก็ทำไม่ทันแล้ว”

    • ผลลัพธ์ —> ไอเดียดีๆ ถูกพับเก็บ และต้องจมอยู่กับกองงานเดิมที่ไม่ได้ช่วยให้เติบโต

    • แบบ ‘ยังไง’ —> “เราจะเอาเทคโนโลยี Automation (ระบบอัตโนมัติ) มาช่วยลดงานรูทีนได้ ‘ยังไง’? หรือเราจะจัดลำดับความสำคัญของงาน ‘ยังไง’ เพื่อให้มีเวลามาปั้นไอเดียใหม่ๆ?”

    • ผลลัพธ์ —> งานรูทีนถูกจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น และมีเวลาไปโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์

มิติการใช้ชีวิต: เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

  • สถานการณ์ที่ 1: การออกกำลังกาย

    • แบบเดิม —> “อยากตื่นเช้ามาวิ่งนะ แต่เมื่อคืนนอนดึก ตื่นไม่ไหวหรอก”

    • ผลลัพธ์ —> นอนต่อ และไม่ได้ออกกำลังกายเหมือนเดิม

    • แบบ ‘ยังไง’ —> “ถ้าเรานอนดึก เราจะจัดตารางวิ่งช่วงเย็นแทนได้ ‘ยังไง’? หรือเราจะปรับเวลานอน ‘ยังไง’ เพื่อให้พรุ่งนี้เช้าตื่นมาวิ่งได้อย่างสดชื่น?”

    • ผลลัพธ์ —> มีแผนสำรอง หรือมีการปรับพฤติกรรมต้นเหตุเพื่อให้เป้าหมายยังเดินหน้าต่อได้

  • สถานการณ์ที่ 2: การกินอาหารเพื่อสุขภาพ

    • แบบเดิม —> “อยากทำอาหารสุขภาพกินเองนะ แต่ที่ทำงานไม่มีครัวและแถวนี้ก็มีแต่ของทอด”

    • ผลลัพธ์ —> กินอาหารแบบเดิมต่อไปและสุขภาพไม่ดีขึ้น

    • แบบ ‘ยังไง’ —> “เราจะเตรียมอาหารง่ายๆ จากบ้านมาได้ ‘ยังไง’? หรือเราจะเลือกสั่งเมนูที่ใกล้เคียงกับอาหารสุขภาพที่สุดในร้านแถวนี้ได้ ‘ยังไง’?”

    • ผลลัพธ์ —> เริ่มมีการเตรียมตัวล่วงหน้า หรือมีทักษะในการเลือกกินภายใต้ข้อจำกัด

  • สถานการณ์ที่ 3: การเงินและการออม

    • แบบเดิม —> “อยากออมเงินนะ แต่รายจ่ายเยอะมากจริงๆ หักออมไม่ลงหรอก”

    • ผลลัพธ์ —> ไม่มีเงินออมและเผชิญความเสี่ยงทางการเงิน

    • แบบ ‘ยังไง’ —> “เราจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ ‘ยังไง’ สัก 5-10%? หรือเราจะหาช่องทางเพิ่มรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ ได้ ‘ยังไง’?”

    • ผลลัพธ์ —> เริ่มเห็นช่องว่างในการบริหารเงิน และสร้างวินัยการออมได้จากจุดเล็กๆ

4. ผลเสียสะสม: เมื่อ “แต่” กลายเป็นนิสัย

หากเราปล่อยให้คำว่า “แต่” นำหน้าความคิดเสมอ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

  1. The Stagnation Loop (วงจรแห่งความย่ำอยู่กับที่): ชีวิตและการทำงานจะย่ำอยู่กับที่ เพราะเราเก่งในการหาเหตุผลมาหยุดตัวเอง
  2. Negative Self-Talk (การตอกย้ำตัวเองในแง่ลบ): เราจะเริ่มเชื่อจริงๆ ว่าเราทำไม่ได้ จนขาดความมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง
  3. Loss of Opportunity (การสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญ): ในขณะที่เราบอกว่า “แต่…” โลกกำลังเดินหน้าไป และคู่แข่งหรือคนอื่นที่ตั้งคำถามว่า “ยังไง” กำลังคว้าโอกาสนั้นไป

5. แนวทางแก้ไข: สร้างกล้ามเนื้อหัวใจแบบ “Solution-Oriented”

การสร้างระบบความคิดที่เน้นทางออก (Solution-Oriented) คือทักษะที่ฝึกฝนได้ โดยเริ่มจากแนวทางดังนี้

  • เปลี่ยนที่คำพูด (Language Shift): ทุกครั้งที่จะพูดว่า “แต่…” ให้รู้เท่าทันและเปลี่ยนเป็นคำถามที่ขึ้นต้นด้วย “เราจะ… ยังไง?” เพื่อเปิดวงจรความคิดของสมองให้เริ่มค้นหาวิธีการ
  • เปลี่ยน Focus (โฟกัสด้วยกฎ 20/80): ใช้เวลาเพียง 20% ในการทำความเข้าใจปัญหาและอุปสรรค และอุทิศเวลาอีก 80% ที่เหลือไปกับการระดมสมองหาวิธีแก้ไข (Problem vs. Solution Ratio)
  • ถามหาเงื่อนไข (Condition-Based Thinking): แทนที่จะบอกว่าทำไม่ได้ ให้ลองลิสต์ออกมาว่า “ต้องมีปัจจัยหรือเงื่อนไขอะไรบ้างที่ต้องเกิดขึ้น เพื่อให้สิ่งนี้เป็นไปได้?” วิธีนี้จะช่วยเปลี่ยนข้ออ้างให้กลายเป็น “รายการสิ่งที่ต้องทำ” (To-do list)
  • ใช้เทคนิค “ใช่… และ” (Yes, and…): ต่อยอดไอเดียแทนการขัดขวาง โดยการตอบรับไอเดียก่อนแล้วเติมข้อมูลเพื่อทำให้มันเป็นจริงได้มากขึ้น เช่น “ใช่ครับ วิธีนี้เป็นไอเดียที่ดี และถ้าเราลองเพิ่มส่วนนี้เข้าไปจะช่วยให้เราทำได้จริงยังไงบ้าง?”
  • มองข้อจำกัดเป็นความท้าทาย (Reframing Constraints): เมื่อเจอข้อจำกัดเรื่องงบประมาณหรือเวลา ให้ลองมองว่ามันคือ “กรอบ” ที่ช่วยให้เราต้องเค้นศักยภาพและนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา เพราะบางครั้งความสร้างสรรค์ก็มักจะเกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดเสมอ
  • แยก “การสร้าง” ออกจาก “การวิจารณ์” (Ideation vs. Evaluation): ในช่วงแรกที่ตั้งโจทย์ “ยังไง” ให้ปล่อยให้ไอเดียไหลลื่นออกมาให้มากที่สุดก่อน โดยห้ามใช้คำว่า “แต่” มาตัดสินหรือฆ่าไอเดียเหล่านั้นตั้งแต่เริ่มต้น

6. วิธีเริ่มฝึกให้เป็นนิสัยในชีวิตประจำวัน (Daily Micro-Habits)

  1. ในที่ประชุม: เมื่อมีใครเสนอไอเดีย อย่าเพิ่งแย้งด้วยข้อจำกัด ให้ถามต่อว่า “น่าสนใจครับ แล้วเราจะขจัดความเสี่ยงเรื่อง… ได้ ยังไง บ้าง?”
  2. ในบทสนทนากับครอบครัว: เมื่อคนใกล้ชิดบ่นถึงปัญหา แทนที่จะบอกว่า “แต่มันยากนะ” ให้ลองถามว่า “แล้วเราจะช่วยกันทำให้มันง่ายขึ้นได้ ยังไง ดี?”
  3. ในการตั้งเป้าหมายส่วนตัว: เขียนเป้าหมายลงไป แล้วแตกกิ่งออกมาเป็นคำถามว่า “ทำ ยังไง?” ให้ได้อย่างน้อย 5 ข้อ
  4. เมื่อเจอกับข้อผิดพลาด (Mistake Management): แทนที่จะบ่นว่า “ทำไมถึงพลาด” ให้ถามว่า “เราจะเรียนรู้จากเรื่องนี้และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้ ยังไง?”
  5. ในงานขายหรือเจรจาต่อรอง (Sales & Negotiation): เมื่อลูกค้าบอกว่า “แพงไป” แทนที่จะตอบว่า “แต่เราลดไม่ได้แล้ว” ให้ถามตัวเองหรือทีมว่า “เราจะสื่อสารคุณค่าให้ลูกค้าเห็นว่ามันคุ้มค่าได้ ยังไง?”
  6. เมื่อต้องทำงานร่วมกับคนเห็นต่าง (Collaborative Thinking): แทนที่จะคิดว่า “แต่เขาคงไม่ยอมแน่ๆ” ให้ลองเปลี่ยนเป็น “เราจะนำเสนอข้อมูลแบบไหน ยังไง ให้เขาเห็นผลประโยชน์ร่วมกันกับเรา?”
  7. เมื่อทรัพยากรจำกัด (Resource Optimization): แทนที่จะบอกว่า “แต่เราไม่มีงบ/คน” ให้ลองตั้งคำถามว่า “เราจะใช้สิ่งที่มีอยู่จำกัดนี้ให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้ ยังไง?”

บทสรุป: สะพานที่ชื่อว่า “ยังไง”

โลกไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะคนที่มองเห็น “กำแพง” แต่โลกเปลี่ยนไปเพราะคนที่พยายามสร้าง “สะพาน” ข้ามกำแพงนั้น แนวคิดเล็กๆ ในการเปลี่ยนภาษาพูดเพียงคำเดียว อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันคือการวางรากฐานทางความคิดที่มั่นคงให้กับตัวเอง องค์กร และความสัมพันธ์ เมื่อเราเลิกมองหาทางตัน เราจะเริ่มเห็นทางออกที่มีอยู่มากมายในทุกๆ วัน

“ความสำเร็จไม่ได้เริ่มต้นที่ทรัพยากรที่เรามี แต่มันเริ่มต้นที่วิธีการที่เราตั้งคำถามกับชีวิต”

วันนี้คุณพร้อมที่จะเปลี่ยน “แต่” ให้เป็น “ยังไง” แล้วหรือยังครับ?